เอนไซม์และการเลือกใช้ .......สำคัญแค่ไหน
โดย คุณศรัณยา ดอนหงษ์ไพร
นักวิชาการ บริษัท เอ ไอ พี จำกัด
การย่อยและการดูดซึมอาหารของสัตว์เป็นขบวนการที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ทางเคมี และทางชีวเคมีของอาหารให้อยู่ในสภาพที่ร่างกายสามารถดูดซึมนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป และชนิดของอาหารที่สัตว์ได้รับมีความแตกต่างกัน นับตั้งแต่ชนิดของวัตถุดิบอาหารสัตว์ องค์ประกอบทางเคมี คุณลักษณะทางฟิสิกส์และขนาดของวัตถุดิบ โดยทั่วไปอาหารประกอบด้วยสารอาหารสำคัญๆ ได้แก่ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรท ไวตามิน และแร่ธาตุ ซึ่งการนำอาหารไปใช้ประโยชน์ได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการย่อย การดูดซึมอาหาร
กระบวนการในการย่อยสามารถแบ่งได้เป็น 3 กระบวนการหลัก คือ
1. กระบวนการทางกล (mechanical digestion) : การบดตัดชิ้นอาหารให้เล็กลงด้วยฟันและการหดบีบตัวของกล้ามเนื้อผนังทางเดินอาหาร
2. กระบวนการทางเคมี (chemical digestion) : การย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กลงด้วยการทำงานของเอนไซม์ ซึ่งจำเพาะต่อชนิดของอาหาร
3. กระบวนการทางจุลินทรีย์ (microbial fermentation) : จุลินทรีย์ผลิตเอนไซม์ที่ร่างกายสัตว์ไม่สามารถผลิตมาใช้ในการย่อยอาหารบางชนิดได้ เช่น อาหารจำพวกเยื่อใย (cellulose, hemicellulose) แต่ในสัตว์กระเพาะเดี่ยว เช่นสุกรและสัตว์ปีก ปฏิกิริยาของจุลินทรีย์นี้จะเกิดในลำไส้ใหญ่ ดังนั้นการได้ประโยชน์จากขบวนการหมักของจุลินทรีย์ในสัตว์กระเพาะเดี่ยวจึงมีน้อยมาก เนื่องจากสารอาหารที่ได้จากการหมักไม่สามารถดูดซึมผ่านลำไส้ใหญ่เข้าไปในร่างกายได้
อย่างไรก็ตามอาหารที่ประกอบขึ้นมาเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์กระเพาะเดี่ยวนั้นมีวัตถุดิบอาหารที่หลากหลายจึงทำให้ในอาหารมีองค์ประกอบของสารอาหารที่หลากหลายตามไปด้วย โดยเฉพาะองค์ประกอบของสารเยื่อใยจากวัตถุดิบอาหารจากพืช การใช้ประโยชน์จากสารเยื่อใยเหล่านี้หรือการทำให้สารเยื่อใยดังกล่าวเกิดผลเสียต่อขบวนการย่อยอาหารในภาพรวมได้น้อยที่สุดจึงเป็นความสำคัญอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพของอาหารในการเสริมสร้างสมรรถภาพการผลิตและเป็นการลดต้นทุนการผลิตสัตว์ในส่วนของอาหารและสุขภาพของสัตว์อีกด้วย
ส่วนลูกสัตว์ เช่นลูกสุกร ตั้งแต่แรกเกิดไปจนกระทั่งอายุ 5 สัปดาห์จะมีความเข้มข้นและการทำงานของน้ำย่อยในระบบทางเดินอาการแตกต่างจากสุกรที่โตเต็มที่แล้ว เช่น เปปซิน อัลฟ่าอะไมเลส มอสเทส และซูเครสจะต่ำ ขณะที่ปริมาณเอนไซม์แลคเทสในตอนแรกจะสูง และเริ่มลดลงเมื่อสัตว์เจริญเติบโตขึ้น (ดูรูปที่ 1 ด้านล่าง)
ที่มา : www.admani.com/.../images/PostWeanEnzymeDev.gif.
ขบวนการย่อยอาหารของสัตว์กระเพาะเดี่ยวที่สำคัญๆ สามารถจำแนกออกเป็น 4 ส่วน ตามชนิดปริมาณของสารอาหารที่ปรากฏอยู่ในอาหารได้แก่ โปรตีน ไขมัน แป้งและเยื่อใย ทั้งนี้การย่อยของสารอาหารชนิดต่างๆ นี้ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เคมี และชีวเคมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานของเอนไซม์ในกระบวนการทางเคมี
เอนไซม์ คือ โปรตีนกลุ่มหนึ่งที่มีหน้าที่พิเศษแตกต่างจากโปรตีน และ มหชีวโมเลกุลทั่วไป และเอนไซม์มีความจำเพาะต่อสารที่ทำปฏิกิริยาซึ่งเรียกว่าซับสเตรท (substrate) และสามารถเร่งปฏิกิริยาโดยเอนไซม์ไม่เปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์อื่น (ปราณี, 2547)
อาหารเยื่อใย
ในวัตถุดิบอาหารสัตว์ส่วนที่ทนต่อการย่อยของเอนไซม์ได้แก่ พวกเยื่อใยต่างๆ สารเยื่อใย (dietary fiber) ประกอบไปด้วยสารจำพวกโปลีแซคคาไรด์ (polysaccharides) และลิคนิน (lignin) ที่ระบบทางเดินอาหารไม่สามารถย่อยนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยทั่วไปสารเยื่อใยที่พบในอาหารจะมาจากส่วนของผนังเซลพืช (plant cell wall) เป็นส่วนใหญ่ สารเยื่อใยที่พบในปริมาณที่สุงในอาหารประกอบไปด้วย เซลลูโลส (cellulose) เฮมิเซลลูโลส (hemicellulose) เบต้า-กลูแคน (ß-glucan) และเป็คติน (pectins) ในขณะที่พวก ลิคนิน (lignin) และกัมส์ (gums) ถูกพบในปริมาณที่น้อย (เสกสม,2544) ซึ่งในสัตว์กระเพาะเดี่ยวไม่มีเอนไซม์ที่ย่อยโครงสร้างเหล่านี้ได้ ส่วนใหญ่จึงต้องอาศัยจุลินทรีย์ในลำไส้ใหญ่ ซึ่งทำได้อย่างจำกัด ผลจากการย่อยแป้งหรือเยื่อใยจากจุลินทรีย์จะได้ volatile fatty acid (acetate, butyrate และ propionate) ซึ่งไม่ใช่น้ำตาล (ดูรูปที่ 2 ด้านล่าง)
ตารางแสดงชนิดของเอนไซม์สารซับสเตรทและผลผลิตที่ได้จากการทำงานของเอนไซม์
|
ชนิดของเอนไซม์ |
ซับสเตรท |
ผลผลิต |
|
amylase |
amylose |
น้ำตาล maltose |
|
lactase |
lactose |
น้ำตาล glucose และ galactose |
|
cellulase |
cellulose |
volatile fatty acid |
|
hemicellulase |
hemicellulose |
น้ำตาล xylose, mannose, galactose และ glucose |
|
Beta-glucanase |
Beta-glucan |
น้ำตาล xylose, mannose arsbinose และ ribose |
|
Xylanase |
Xylan |
น้ำตาล xylose และ glucose |
|
Phytase |
Phytate |
ฟอสฟอรัสอิสระ และแร่ธาตุสำคัญชนิดต่างๆ (Ca2+,Zn2+,Mg2+,Fe2+ etc) ที่เกาะกับโครงสร้างของ phytate |
|
Protease |
Protein แบบโครงสร้างปฐมภูมิ |
กรดอะมิโน |
|
lipase |
Triglycerides |
glycerol และ fatty acid |
ปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานของเอนไซม์
(www.coolschool.ca/lor/bi12/unit7/u07l03.htm)
1. ชนิดของสารที่เอนไซม์ไปควบคุมปฏิกิริยา
2. ความเข้มข้นของสับสเตรทเปลี่ยนตามอัตราการเกิดปฏิกิริยาของเอนไซม์
3. ความเข้มข้นของเอนไซม์ เปลี่ยนตามอัตราการเกิดปฏิกิริยาของเอนไซม์
4. ความเป็นกรด-เบสของสารละลายส่วนมากเอนไซม์จะทำงานได้ดีในช่วง pH เป็นเบสเล็กน้อย แต่อย่างไรก็ตามเอนไซม์จะเร่งปฏิกิริยาให้เกิดเร็วในช่วง pH ใดก็ขึ้นอยู่กับชนิดของสับสเตรทนั้นๆ
5. อุณหภูมิ อุณหภูมิที่ 37°C เป็นอุณหภูมิที่เอนไซม์ส่วนใหญ่ทำงานได้ดี อุณหภูมิสูงเกินไปจะทำให้การทำงานของเอนไซม์เสื่อมไป เพราะเอนไซม์เป็นโปรตีนเมื่ออุณหภูมิเอนไซม์ถูกทำลาย
6. สารยับยั้งปฏิกิริยาของเอนไซม์ สารบางชนิดเมื่อรวมตัวเอนไซม์จะทำให้ เอนไซม์ทำงานช้าลง หรือหยุดทำงานได้
7. สารกระตุ้นเอนไซม์บางชนิดต้องการไอออนพวกอนินทรีย์เป็นตัวกระตุ้นจึงจะเกิดการทำงานและเกิดอัตราการเกิดปฏิกิริยาเร่งได้ (ดูรูปที่ 3 ด้านล่าง)
จากกระบวนการย่อยของสารอาหารที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ไขมัน แป้ง และสารเยื่อใยจะพบว่ามีปัจจัยต่างๆ มากมายเกี่ยวข้องในแต่ละขบวนการที่จะส่งผลถึงประสิทธิภาพของการย่อยชนิดและปริมาณของเอนไซม์ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการย่อยสารเยื่อใยที่มีโครงสร้างทางเคมีและกายภาพที่สลับซับซ้อน ซึ่งการย่อยสารเยื่อใยในสัตว์กระเพาะเดี่ยวไม่สามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากในระบบทางเดินอาหารของสัตว์ไม่สามารถสังเคราะห์เอนไซม์ที่เหมาะสม
ข้อควรระวังในการเสริมเอนไซม์ในอาหารสัตว์ (เสกสม, 2544)
การเสริมเอนไซม์ในอาหารสัตว์ถึงแม้ว่าโดยทฤษฏีจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวสัตว์อย่างมากก็ตาม แต่ก็มีข้อควรระวังในการปฏิบัติเช่นกัน
1. ต้องรู้ว่าเอนไซม์ที่จะใช้นั้นมีเอนไซม์อะไรบ้าง เป็นองค์ประกอบและมีอยู่ในปริมาณเท่าไร เนื่องจากความจำเพาะเจาะจงของเอนไซม์ต่อสารที่จะถูกย่อย
2. ต้องรู้องค์ประกอบของอาหารว่ามีสารที่เอนไซม์สามารถย่อยได้อยู่มากน้อยเท่าไร เพื่อกำหนดการใช้เอนไซม์ให้ตรงกับสารที่มีอยู่ในอาหาร
3. เนื่องจากเอนไซม์มีความสามารถในการทำงานขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จึงควรรู้คุณสมบัติของเอนไซม์ที่จะใช้ว่าชอบทำงานในสภาพแวดล้อม (ความเป็นกรด-ด่าง) อย่างไร
4. เนื่องจากเอนไซม์เป็นสารโปรตีนจึงถูกสลายโครงสร้างด้วยความร้อน ดังนั้นต้องรู้ว่าเอนไซม์ที่จะใช้ นั้นมีคุณสมบัติในการทนต่อความร้อนที่เกิดขึ้นในขบวนการผสมอาหารหรือไม่
5. ราคาของเอนไซม์คุ้มค่าต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของอาหารหรือไม่
ดังนั้นการใช้เอนไซม์ที่หลากหลายชนิดและมีปริมาณ เหมาะสมกับวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ รวมทั้งคุณสมบัติในความทนทานต่อปัจจัยแวดล้อมทั้งในเรื่องสภาพ pH ความร้อน จึงมีความสำคัญในการคัดเลือกเอนไซม์เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด
เอกสารอ้างอิง
ปราณี อ่านเปรื่อง. 2547. เอนไซม์ทางอาหาร. สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพฯ.
เสกสม อาตมางกูร. 2544. เทคนิคการผลิตอาหารสัตว์ขั้นสูง. เอกสารประกอบการฝึกอบรมเทคนิคการผลิตอาหารขั้นสูง. ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน นครปฐม.
|