เนื้อหมูซีลีเนียม

การกำจัดฝุ่นในโรงงานอาหาร

ข้อมูลปัจจุบันในเอเชียต่อความก้าวหน้าของ PMWS
 
 
 

การเลือกผลิตภัณฑ์นมโคสำหรับลูกสุกร

 

ในฟาร์มที่ผลิตลูกสุกรเพื่อการค้า ช่วงที่กระทบกระเทือนต่อชีวิตลูกสุกรมากที่สุด คือ ช่วงหย่านมซึ่ง ลูกสุกรจะถูกแยกจากแม่สุกรที่อายุ 3-4 สัปดาห์ และเป็นช่วงที่มีการเคลื่อนย้ายลูกสุกรไปยังคอกอนุบาล และมีการใช้อาหารเหลวหรือธัญพืช , นม , ถั่วเหลืองและไขมัน มาทำอาหารทดแทนน้ำนมของแม่สุกร

ในหัวข้อต่อไปเราต้องการเจาะรายละเอียดนมของแม่สุกร เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเลือกผลิตภัณฑ์นมสำหรับลูกสุกรอ่อน

นมจากแม่สุกรหรือนมโค ?

หลังจากลูกสุกรเกิดสิ่งสำคัญที่สุดคือจะต้องได้บริโภคนมน้ำเหลืองภายใน 48 ชั่วโมง นมน้ำเหลืองมีโปรตีน (immonoglubolins) อยู่ในระดับสูง ซึ่งลูกสุกรนำไปใช้ในการต้านทานเชื้อโรค ในช่วงวันที่สามจนถึงวันที่หย่านมเราจะกล่าวถึงว่าเป็นน้ำนมของแม่สุกร

ในตารางที่ 1 แสดงความแตกต่างระหว่างนมน้ำเหลืองของแม่สุกร , น้ำ นมของแม่สุกรและนมโค


ตารางที่ 1 ส่วนประกอบของนมน้ำเหลืองของแม่สุกร (หลังคลอด 1-2 วัน) น้ำนมแม่สุกร (วันที่ 3 จนถึงหย่านม) และน้ำนมของโค (คิดเป็น% วัตถุแห้ง)

จากตารางที่ 1 เมื่อเปรียบเทียบนมน้ำเหลืองกับน้ำนมของแม่สุกรจะเห็นได้ว่ามีโปรตีนของนมของแม่สุกรจะมีน้อยกว่าแต่มีไขมันและแลคโตสสูง ซึ่งผลิตขึ้นไว้ให้ลูกสุกรนำไปใช้หลังจากที่ลูกสุกรหย่านมแล้ว ส่วนนมน้ำเหลืองเป็นโปรตีนชนิด Whey protein ซึ่งมี immonoglubolins อยู่สูง ( > 75% IgG)

ในน้ำนมของแม่สุกรจะเป็นโปรตีนชนิด Casein protein มากกว่า 60% ซึ่งในส่วนนี้จะไม่มี immonoglubolins แต่ส่วนของ Whey protein ในน้ำนมแม่สุกร immonoglubolins จะสามารถเปลี่ยนไปเป็น IgA ได้ (> 70%)

immonoglubolins ในส่วน Whey protein ของน้ำนมสุกรจะบรรจุด้วยผลิตผลทางชีวเคมีที่มีส่วนประกอบเหมือน lactoferrin, albumin, ? lactalbumin และ B-lactoglubolin แต่ในน้ำนมของวัวจะตรงข้ามกับน้ำนมแม่สุกร น้ำนมของแม่สุกรไม่มี lactoperoxidase แต่มี enzyme ไลเปสและ โปรติเอสที่ลูกสุกรสามารถนำไปย่อยน้ำนมได้
นมน้ำเหลืองของสุกรมีเอนไซม์โปรติเอส เพื่อยับยั้งไม่ให้ immonoglubolins มีการแตกตัวก่อนที่จะมีการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด

โดยทั่วไป ในแต่ละวันการผลิตน้ำนมสุกรจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการผลิตน้ำนมจากโค

น้ำหนักโค 650 kg วัตถุแห้ง 13% จะผลิตน้ำนมได้ประมาณ 50 ลิตร / วัน

น้ำหนักสุกร 250 kg วัตถุแห้ง 19% จะผลิตน้ำนมได้ประมาณ 12 ลิตร / วัน

ในแต่ละวันโคจะผลิตได้ 50 g/kg และสุกรได้ 36 g/kg อย่างไรก็ตามวัตถุแห้งที่ให้โคจะสูงกว่าแม่สุกร (30 เทียบได้กับ 6 kg) การผลิตน้ำนมแม่สุกรจึงมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามเรายังคงใช้ผลิตภัณฑ์จากน้ำนมโคเป็นส่วนหนึ่งในอาหารสุกร

ตารางที่ 1 แสดงอันตรายที่อาจเกิดได้จากส่วนประกอบทั่วไปที่ใช้ในโรงงานอาหาร


ชนิดสาร
การสัมผัสกับผิวหนัง
การกิน
การหายใจ
อื่น ๆ

โซเดียม ซีลีในท์

โคบอลท์ ซัลเฟต

แมงกานีส ออกไซด์

เอนไซม์ / โปรไบโอติก / โปรตีน

กรดอินทรีย์

ยาปฏิชีวนะ / ยากันปิด

สารแต่งกลิ่น / น้ำมันหอมระเหย

ทำให้เกิดอันตราย

ระคายเคือง / แพ้

อาจทำให้ระคายเคือง

ทำให้เกิดภูมิแพ้


ระคายเคือง

ทำให้เกิดภูมิแพ้


ระคายเคือง

เป็นพิษมาก

ทำให้เกิดอันตราย

-

ทำให้เกิดภูมิแพ้


-

ทำให้เกิดอันตราย


-

ทำให้เกิดอันตราย

เป็นสารก่อมะเร็ง

เกิดพิษต่อระบบประสาท

ทำให้เกิดภูมิแพ้


ระคายเคือง

ทำให้เกิดภูมิแพ้


ระคายเคือง

อาจเกิดการปนเปื้อน

-

-

-

-

อาจปนเปื้อน / อาจทำให้เกิดอันตรายที่ผิวหนัง , ลำใส้

อาจเกิดการปนเปื้อนได้


วิธีแก้ปัญหาผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เกิดฝุ่น

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสหภาพยุโรปได้สนับสนุนให้โรงงานผลิตสารเสริมในอาหาร (Feed additive) ลดอันตรายจากฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย โดยการปรับปรุงผลิตภัณฑ์หรือปรับขั้นตอนการผลิตและให้พนักงานสวมอุปกรณ์ป้องกันในสหภาพยุโรปได้กำหนดวิธีการควบคุมฝุ่น ดังนี้

•  การทำเป็นผลิตภัณฑ์เหลว โดยปกติจะใช้กับกรดอะมิโน , วิตามิน และเอนไซม์

•  การทำเป็นเม็ดเล็ก ๆ หรือทำเป็นแผ่นบาง ๆ

•  ใช้น้ำมันผสมในผลิตภัณฑ์ เพื่อทำให้ฝุ่นชื้น

•  ใช้ระบบความกดอากาศและออกแบบอุปกรณ์ในโรงงานเพื่อให้สามารถควบคุมการไหลของอากาศได้

การทำเป็นผลิตภัณฑ์รูปของเหลวเป็นวิธีที่นิยมมากโดยเฉพาะโรงงานผลิตอาหารที่ใช้วัตถุดิบที่ไวต่อการ

เปลี่ยนแปลงเมื่อได้รับความร้อน , ความชื้น และการเสียดสีในกระบวนการผลิต วิธีนี้เกิดขึ้นหลังกรรมวิธีการอัดเม็ด , การทำเป็นเม็ดเล็กๆ,การทำเป็นแผ่น และการใส่น้ำมันซึ่งสามารถช่วยลดฝุ่นได้แต่ก็ยังต้องตรวจสอบด้วยเครื่องวัดฝุ่นอีกครั้งเพราะบางครั้งไม่สามารถลดฝุ่นได้ ( รูปที่ 2) วิธีการควบคุมฝุ่นโดยใช้การออกแบบอาคารและควบคุมการไหลของอากาศเป็นวิธีที่พบมากในโรงงานผลิตพรีมิกซ์และผลิตสารผสมในอาหารสมัยใหม่ เนื่องจากเป็นวิธีแก้ปัญหาได้อย่างสมบูรณ์

ตารางที่ 2 แสดงความสามารถในการเกิดฝุ่นของแร่ธาตุที่ผสมในอาหาร

สาร
A: ความเข้มข้นในพรีมิกซ์ (%)
ความเข้มข้นที่แผ่นกรอง
ของเครื่องวัดฝุ่น (%)
ความสามารถในการเกิดฝุ่น (PD = B/A)

โซเดียมซีลีไนท์

โคบอลท์ คาร์บอเนต

ซิงค์ ออกไซด์

ไอรอน คาร์บอเนต

แคลเซียม คาร์บอเนต

แมงกานีส ออกไซด์

คอปเปอร์ ซัลเฟต

0.01

0.07

7.62

8.30

75.40

3.02

5.60

0.40

0.30

12.60

8.60

75.80

2.30

0.60

29.00

4.50

2.00

1.00

1.00

0.80

0.10


รูปที่2 แสดงการใช้น้ำมันในโรงงานอาหารซึ่งบางครั้งไม่สามารถลดฝุ่นได้
การกำจัดฝุ่น

ซีลีเนียมเป็นแร่ธาตุที่ใช้เป็นประจำในโรงงานผลิตพรีมิกซ์และเป็นสารที่มีพิษมาก แต่ซีลีเนียมก็มีความจำเป็นสำหรับสัตว์ทุกชนิดรวมถึงคนด้วย ในปี 1992 กระทรวงเกษตรของญี่ปุ่นได้ห้ามใช้โซเดียมซีลีไนท์ในอาหารสัตว์เนื่องจากผลกระทบของซีลีเนียมในรูปอนินทรีย์ต่อสุขภาพพนักงาน จากการศึกษาพบว่าความสามารถในการเกิดฝุ่นของโซเดียมซีลีไนท์อยู่ในระดับที่สูงมากจึงทำให้เกิดปัญหาในการผสมและการปนเปื้อน และยังพบว่าแรงไฟฟ้าสถิตย์และแรงอื่นๆทำให้อนุภาคของฝุ่นเกาะที่ผิวของเครื่องผสมพรีมิกซ์จนกลายเป็นก้อนแข็งซึ่งสามารถติดอยู่ได้นานเป็นปี ซีลีเนียมที่ตกค้างอาจหลุดเข้าไปปนในพรีมิกซ์และทำให้เกิดผลเสียตามมาได้ ตัวอย่างเช่นอังกฤษมีข่าวว่าม้าโพนี่เกิดอาการแพ้และตายจากความเป็นพิษของซีลีเนียม

ในโรงงานหลายแห่งพยายามเปลี่ยนโครงสร้างของซีลีไนท์ให้เกิดฝุ่นน้อยลงแต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ดี แต่ก็มีทางเลือกอีกทางหนึ่งคือการใช้ซีลีเนียมยีสต์ซึ่งเป็นซีลีเนียมในรูปอินทรีย์แบบเดียวกับที่พบในพืชและอยู่ในรูปของซีลีโมเมทไธโอนีน (Selenomethionine) ซีลีเนียมยีสต์สามารถลดการกระจายสู่ระบบทางเดินหายใจของพนักงาน นอกจากนี้ยังให้ผลดีต่อสัตว์ , สิ่งแวดล้อมและผู้บริโภคเนื้อสัตว์อีกด้วย

ความสามารถในการเกิดฝุ่น

การศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการเกิดฝุ่นของโซเดียมซีลีไนท์และซีลีเนียมยีสต์ (Sel – Plex ของบริษัท Alltech) แสดงให้เห็นว่าโซเดียมซีลีไนท์ทำให้เกิดฝุ่นมากกว่า การทดสอบความเป็นพิษทั้งในห้องทดลองและในหนูทดลองโดยทดสอบความเป็นพิษฉับพลันต่อทางเดินหายใจ ใช้ความเข้มข้นของฝุ่นเท่ากัน ( ~ 3 mg / อากาศ 1 ลิตร ) พบว่าหนูที่ได้รับโซเดียมซีลีไนท์ตาย 100% (10 / 10 ตัว ) ในเวลา 2 วัน ส่วนหนูที่ได้รับซีลีเนียมยีสต์ไม่มีการตาย (0/10 ตัว ) จากผลการทดลองนี้อาจอธิบายได้ว่าซีลีเนียมยีสต์มีความเข้มข้นของซีลีเนียมอยู่น้อยกว่าโซเดียมซีลีไนท์หรือมีความแตกต่างกันของโครงสร้าง ซีลีเนียมรูปอินทรีย์ (ซีลีโนเมทไธโอนีน) มีความเป็นพิษต่ำกว่าซีลีเนียมรูปอนินทรีย์ ( โซเดียมซีลีไนท์ ) จากการศึกษาพิษฉับพลันและพิษเรื้อรังในหนู , สุนัข , สุกรและคน พบว่าซีลีโนเมทไธโอนีนมีความเป็นพิษน้อยกว่าโซเดียมซีลีไนท์ 2 – 5 เท่า ( ตารางที่ 3) หรือหมายความว่าโซเดียมซีลีไนท์ทำให้สัตว์ป่วยและตายมากกว่าซีลีโนเมทไธโอนีน

ตารางที่ 3 เปรียบเทียบความเป็นพิษของซีลีเนียมในรูปโซเดียมซีลีไนท์และซีลีเนียมยีสต์

ชนิดสัตว์
โซเดียมซีลีไนท์
ซีลีเนียมยีสต์ / ซีลีโนเมทไธโอนีน
ลักษณะที่ศึกษา
เปรียบเทียบ
ความเป็นพิษ

หนู

สุนัข

หนู

สุกร

คน

LD 50 12.70 มก . Se/ น้ำหนักตัว 1 กก .
ตายที่ 2.50 มก . Se / น้ำหนักตัว 1 กก .

เกิดพิษที่ 5 ppm Se ในอาหาร

เกิดพิษที่ 5 ppm Se ในอาหาร

เกิดพิษที่ 1-2 มก . Se / วัน

LD 50 37.33 มก . Se/ น้ำหนักตัว 1 kg
ตายที่ 5.42 มก . Se / น้ำหนักตัว 1 kg
เกิดพิษที่ 10 ppm Se ในอาหาร

เกิดพิษที่ 10 ppm Se ในอาหาร

เกิดพิษที่ 5 มก . Se / วัน

พิษฉับพลัน

พิษฉับพลัน

พิษกึ่งเรื้อรัง

พิษกึ่งเรื้อรัง

พิษเรื้อรัง

3 เท่า

2 เท่า

2 เท่า

2 เท่า

5 เท่า

ความปลอดภัยของซีลีเนียมรูปอินทรีย์

เหตุผลที่ซีลีเนียมรูปอินทรีย์มีความปลอดภัยสูงกว่าซีลีเนียมรูปอินทรีย์อาจมาจากการพัฒนาของสูตรโครงสร้างทางชีวเคมี โซเดียมซีลีไนท์เป็นสารเคมีที่เข้าสู่กระแสเลือดได้เร็วพอสมควรแต่จะไม่มีการสะสมและถูกขับออกอย่างรวดเร็วทางไตแต่ถ้าได้รับในขนาดที่เป็นพิษจะอยู่ในเลือดได้นานและเป็นพิษต่อเซลล์ของร่างกาย ส่วนซีลีโนเมทไธโอนีนจากซีลีเนียมยีสต์เป็นซีลีเนียมที่ได้จากธรรมชาติมีโครงสร้างเหมือนในพืชและอาหารอื่นๆ ดังนั้นสัตว์จึงสามารถดูดซึมได้ดีและมีการสะสมในโปรตีนของร่างกายโดยเข้าไปแทนที่เมทไธโอนีนในนม , เนื้อ , ไข่ , ปีก , ขน , เล็บ และกีบ ซีลีเนียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นและช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ ในหลายประเทศพบว่ามีการขาดซีลีเนียมในดินจึงจำเป็นต้องเสริมซีลีเนียมในอาหารสัตว์ จากการวิจัยมากว่า 10 ปี แสดงให้เห็นว่าซีลีเนียมยีสต์ส่งผลดีต่อผู้เกี่ยวข้องในการผลิตอาหารดังนี้

•  พนักงานในโรงงาน – ช่วยลดฝุ่นและพิษต่อระบบทางเดินหายใจ

•  สัตว์ – มีสวัสดิภาพที่ดี (WelFare) , สุขภาพดี และมีผลผลิตที่ดี โดยช่วยเพิ่มคุณภาพซาก , ลดอัตราการตาย และการผสมติดดีขึ้น

•  ผู้ผลิตสัตว์ – ได้เนื้อคุณภาพดี , ผลผลิตดีขึ้นและมีซีลีเนียมสะสมในผลผลิต ( เนื้อ , นม , ไข่ ) , ลดการเกิดเนื้อแฉะในซาก

•  ผู้บริโภค – ได้รับซีลีเนียมเพิ่มขึ้นและสุขภาพดีขึ้นโดยช่วยเพิ่มการต้านอนุมูลอิสระ

•  สิ่งแวดล้อม – ลดการขับทิ้งซีลีเนียมออกมากับมูลสัตว์สู่สิ่งแวดล้อม

ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมาสหภาพยุโรปได้ออกกฎข้อบังคับเกี่ยวกับการผลิตอาหาร โดยเฉพาะในส่วนของโรงงานอาหารในเรื่องการใช้สารเสริมในอาหาร (Feed additive) รวมไปถึงแร่ธาตุ และในอนาคตมีแนวโน้มในการควบคุมการใช้ซีลีเนียมในโรงงานอาหารและโรงงานพรีมิกซ์โดยเปลี่ยนจากซีลีเนียมในรูปอนินทรีย์ไปเป็นซีลีเนียมรูปอินทรีย์